สารควบคุมการเจริญเติบโตแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป
ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยได้
7 กลุ่มด้วยกันคือ
1.
ออกซิน (auxins) เป็นกลุ่มของสารที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการขยายขนาดของเซลล์
(cell enlargement) การแบ่งตัวของเซลล์ในแคมเบี่ยม
การขยายขนาดของใบ การเกิดราก การขยายขนาดของผล
ป้องกันการหลุดร่วงของใบ ดอก ผล ยับยั้งการแตกตาข้าง
ฮอร์โมนที่พืชสร้างขึ้นก็คือ ไอเอเอ
(IAA) โดยสร้างมากที่บริเวณปลายยอด
ปลายราก ผลอ่อน และบริเวณที่มีเนื้อเยื่อเจริญ
(meristematic tissue) อยู่มาก ปริมาณ ไอเอเอ ภายในเนื้อเยื่อพืชแต่ละส่วนมีมากน้อยแตกต่างกันไป
โดยจะมีอยู่มากในส่วนที่กำลังเจริญเติบโต
การรักษาระดับปริมาณภายในเนื้อเยื่อพืชถูกควบคุมโดยระบบการสร้างและการทำลายพร้อม
ๆ กันไป ถ้าเป็นเนื้อเยื่อที่กำลังเจริญเติบโตจะมีการสร้างมากกว่าการทำลาย
และในทางตรงกันข้าม ในเนื้อเยื่อที่มีอายุมากขึ้น
จะมีการทำลายมากกว่าการสร้าง
สารสังเคราะห์ที่จัดอยู่ในกลุ่มออกซิน
ที่ใช้กันมากได้แก่
2.
จิบเบอเรลลิน (gibberellins)
เป็นสารที่เกี่ยวข้องกับการยืดตัวของเซลล์
(cell elongation) ทำลายการพักตัวของพืช
กระตุ้นการออกดอกของพืชบางชนิด
และยับยั้งการออกดอกของพืชบางชนิด
สารกลุ่มนี้มีทั้งที่พืชสร้างขึ้นเอง
และเชื้อราบางชนิดสร้างขึ้น ในปัจจุบันพบจิบเบอเรลลินทั้งหมด
71 ชนิด โดยที่ทุกชนิดเรียกชื่อเหมือนกันคือ
จิบเบอเรลลิน เอ หรือ จีเอ (gibberellin A) (GA) แต่มีหมายเลขตามหลังตั้งแต่
1 ถึง 71 เช่น จีเอ 3, จีเอ 4, จีเอ 7 (GA3, GA4, GA7) สารจีเอ 3
เป็นจิบเบอเรลลินที่นำมาใช้มากทางการเกษตร
โดยมีชื่อเรียกเฉพาะของสาร จีเอ 3
ว่า จิบเบอเรลลิก แอซิค (gibberellic acid) พืชสามารถสร้าง
จีเอ3 ได้โดยมีปริมาณน้อยมาก
ซึ่งจีเอ 3 ที่นำมาใช้ทางการเกษตรนั้น
ได้มาจากการเพาะเลี้ยงเชื้อราบางชนิดแล้วสกัดจีเอ
3 ออกมา เนื่องจากปัจจุบันยังไม่สามารถสังเคราะห์
จีเอ ได้ด้วยวิธีทางเคมี
3.
ไซโตไคนิน (cytokinins)
เกี่ยวข้องกับการแบ่งเซลล์ของพืช
ชะลอการแก่ชราและกระตุ้นการแตกตาข้าง
พบมากในบริเวณเนื้อเยื่อเจริญและในคัพภะ
(embryo) ส่วนใหญ่แล้วไซโตไคนินมีการเคลื่อนย้ายน้อย
แต่มีคุณสมบัติสำคัญในการดึงสารอาหารต่างๆ
มายังแหล่งที่มีไซโตไคนินสะสมอยู่
(cytokinin-induced translocation) ฮอร์โมนที่พบในพืชได้แก่
ซีอาติน (zeatin) ส่วนสารสังเคราะห์ที่อยู่ในกลุ่มไซโตไคนินได้แก่
บีเอพี (BAP) ไคเนติน
(Kinetin)
4.
เอทิลีนและสารปลดปล่อยเอทิลีน (ethylene and
ethylene releasing compounds)
เอทิลีนเป็นก๊าซชนิดหนึ่งและจัดเป็นฮอร์โมนพืช
เนื่องจากพืชสร้างขึ้นมาได้ โดยมีผลควบคุมการแก่ชรา
การสุก รวมทั้งการออกดอกของพืชบางชนิด
และเกี่ยวข้องกับการหลุดร่วงของใบ
ดอก ผล การเหลืองของใบ การงอกของหัวพืช
และเมล็ดพืชบางชนิด เอทิลีนจะสร้างมากในส่วนของพืชที่กำลังเข้าสู่ระยะชราภาพ
(senescence) เช่น ในผลแก่หรือใบแก่ใกล้หลุดร่วง
เนื่องจากเอทิลีนเป็นก๊าซดังนั้นจึงฟุ้งกระจายไปได้ทั่ว
จึงไม่มีการเคลื่อนย้ายเหมือนกับฮอร์โมนในกลุ่มอื่น
ๆ สารอินทรีย์บางชนิดมีคุณสมบัติคล้ายเอทิลีน
เช่น อะเซทิลีน (acetylene) โปรปิลีน (propylene) ดังนั้นจึงอาจนำสารเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้เช่นกัน
ยกตัวอย่างได้แก่การใช้อะเซทิลีนในการบ่มผลไม้
และเร่งการออกดอกของสับปะรด
เป็นต้น แต่เนื่องจากว่าสารที่กล่าวมานี้เป็นก๊าซ
จึงมีความยุ่งยากในการใช้และไม่สามารถควบคุมความเข้มข้นได้แน่นอน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ในแปลงปลูกพืช
ดังนั้นจึงได้มีการสังเคราะห์สารบางชนิด
ซึ่งเป็นของเหลวแต่สามารถปลดปล่อยหรือสลายตัวได้
ก๊าซเอทิลีน ซึ่งได้แก่ เอทีฟอน(ethephon)
เอตาเซลาซิล (etacelasil)
สารเอทีฟอน จัดว่าเป็นสารที่นำมาใช้ประโยชน์มากที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง
และในปัจจุบันใช้กันอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมสับปะรด
5. สารชะลอการเจริญเติบโตของพืช
(plant growth retardants)
สารกลุ่มนี้ไม่จัดเป็นฮอร์โมนพืช
แต่เป็นสารสังเคราะห์ทั้งหมด มีคุณสมบัติสำคัญคือ
ยับยั้งการสร้างหรือยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนจิบเบอเรลลินในพืช
จึงมีผลลดการยืดตัวของเซลล์
ทำให้ปล้องสั้น ใบหนา เขียวเข้ม กระตุ้นการออกดอกของพืชบางชนิด
และมีคุณสมบัติอื่น ๆ ได้แก่ ทำให้พืชทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม
เช่น ร้อนจัด เย็นจัด ดินแห้ง ดินเกลือ เพิ่มผลผลิตพืชบางชนิด
เพิ่มการติดผลของพืชบางชนิด
สารชะลอการเจริญเติบโตที่สำคัญได้แก่
แอนซิมิดอล (ancymidol)
คลอมีควอท (chlormequat)
แดมิโนไซด์ (daminozide)
พาโคลบิวทราโซล (paclobutrazol)
6.
สารยับยั้งการเจริญเติบโต (plant
growth inhibitors)
สารกลุ่มนี้มีหน้าที่ในการถ่วงดุลกับสารเร่งการเติบโตพวกออกซิน
จิบเบอเรลลิน และไซโตไคนิน เพื่อให้การเติบโตเป็นไปอย่างพอเหมาะพอดี
ส่วนใหญ่มีหน้าที่ยับยั้งการแบ่งเซลล์
และการเติบโตของเซลล์ ทำให้เกิดการพักตัว
(dormancy) และเกี่ยวข้องกับการหลุดร่วงของอวัยวะพืช
ฮอร์โมนในกลุ่มนี้มีพบในพืชมีกว่า
200 ชนิด แต่ที่สำคัญที่สุดและรู้จักกันดีคือ
เอบีเอ (ABA) (abscisic acid) ในทางการเกษตรมีการใช้ประโยชน์จากสารกลุ่มนี้น้อยมาก
อย่างไรก็ตาม มีการใช้สารสังเคราะห์เพื่อประโยชน์บางอย่างเช่นยับยั้งการงอกของหัวมันฝรั่งและหอมหัวใหญ่
ระหว่างการเก็บรักษา ใช้แทนการเด็ดยอด
(pinching) เพื่อกระตุ้นให้แตกตาข้าง รวมทั้งยับยั้งการเติบโตทางกิ่งใบซึ่งมีผลในการกระตุ้นดอกได้ในพืชบางชนิด
สารสังเคราะห์ที่สำคัญได้แก่
คลอฟลูรีนอล (Chlorflurenol)
ไดกูแลก โซเดียม (dikegulac
sodium) มาเลอิกไฮดราไซด์ (maleic
hydrazide) ทีไอบีเอ (TIBA)
7. สารอื่น ๆ
(miscellaneous) เป็นกลุ่มสารที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากทั้ง
6 กลุ่มที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนใหญ่ใช้เพื่อประโยชน์เฉพาะอย่าง
เช่น เพิ่มผลผลิต ขยายขนาดผล ป้องกันผลร่วง
ช่วยในการแบ่งเซลล์ อย่างไรก็ตามยังจัดว่ามีประโยชน์ค่อนข้างน้อยและการใช้ยังไม่กว้างขวาง
ยกตัวอย่างสารเหล่านี้ได้แก่
เออร์โกสติม, อโทนิก เป็นต้น
|